จากสถานการณ์ความไม่สงบในชายแดนภาคใต้ พื้นที่จังหวัดปัตตานี ยะลา และนราธิวาส อย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่พุทธศักราช ๒๕๔๗ เป็นต้นมา กระทั่งถึงปัจจุบันเป็นระยะเวลายี่สิบกว่าปี สถานการณ์ความไม่สงบก็ยังเกิดขึ้น ความรุนแรงของสถานการณ์ส่งผลให้ต้องสูญเสียเจ้าหน้าที่ภาครัฐและประชาชนผู้บริสุทธิ์ทั้งชาวไทยพุทธและมุสลิม ไม่เว้นแม้กระทั่งพระภิกษุสงฆ์และผู้นำทางศาสนาอิสลามในพื้นที่ นอกจากนี้ ยังทำให้ทรัพย์สินของทางราชการและเอกชนจำนวนไม่น้อยเกิดความเสียหาย สร้างความสูญเสียทางเศรษฐกิจในพื้นที่เป็นวงกว้าง
สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ขณะครั้งยังทรงดำรงพระชนม์ชีพ ทรงติดตามและทรงทราบความรุนแรงของสถานการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ยังคงดำเนินอยู่ผ่านพระเนตรพระกรรณมาโดยตลอด ทรงใส่พระราชหฤทัยติดตามข้อมูลข่าวสารในเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นอย่างสม่ำเสมอและใกล้ชิด ด้วยทรงห่วงใยความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนชาวไทยทุกเชื้อชาติและศาสนา รวมตลอดถึงภิกษุสงฆ์ ผู้นำศาสนาอิสลาม และบุคลากรฝ่ายต่าง ๆ ในพื้นที่เป็นอย่างมาก ดังปรากฏได้จากพระราชดำรัสในโอกาสต่าง ๆ ตามที่ จะขอเชิญพระราชดำรัสบางตอนมาบอกเล่าถึงพระราชหฤทัยที่ทรงห่วงใยในสถานการณ์ความไม่สงบ ทรงเป็นขวัญและกำลังใจแก่ผู้ประสบภัย ดังพระราชดำรัส ในพิธีสวนสนามของราษฎรอาสารักษาหมู่บ้านและในพิธีพระราชทานธง “พิทักษ์ป่าเพื่อรักษาชีวิต” และรวมพลังมวลชน ประจำปี ๒๕๔๗ ณ พลับพลาพิธีบริเวณหน้ากองอำนวยการร่วมรักษาความปลอดภัยทักษิณ จังหวัดนราธิวาส วันพุธ ที่ ๒๙ กันยายน ๒๕๔๗ ความว่า
“…แผ่นดินไทยเป็นที่อยู่อาศัยของคนไทย ซึ่งประกอบขึ้นด้วยบุคคลหลายเชื้อชาติ หลายภาษาและศาสนา อยู่ร่วมกันมาด้วยสันติสุขเป็นเวลาช้านาน ทุกคนมีสิทธิที่จะเลือกนับถือศาสนาใดก็ได้ตามความเชื่อศรัทธาของตน คนไทยมีจิตใจโอบอ้อมอารี มิได้มีความรังเกียจเดียดฉันท์บุคคลต่างศาสนา ดังจะเห็นได้จากการที่ประเทศไทยเรา มีวัด มีมัสยิด และโบสถ์คริสต์ กระจายอยู่ทั่วทุกหนแห่งบางแห่งวัดและมัสยิดก็อยู่ใกล้กัน ไม่เคยมีเรื่องบาดหมางระหว่างคนต่างศาสนา จนเป็นที่กล่าวขวัญยกย่องของคนต่างชาติว่าเมืองไทยเป็นเมืองแห่งสันติสุขมาบัดนี้มีการลอบประทุษร้ายต่อชีวิตและทำลายทรัพย์สินของราษฎรผู้ซึ่งทำมาหากินอย่างสุจริตอยู่แทบทุกวัน ทำให้เกิดการสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รักยิ่งในครอบครัว บางคนเป็นหัวหน้าครอบครัว ซึ่งเป็นเสาหลักของบ้าน ทำให้พ่อ แม่ ลูก ต้องพรากจากกันโดยไม่มีวันกลับมาพบกันอีก
ข้าพเจ้ามีความเห็นใจและสงสารบุคคลเหล่านั้นที่ต้องประสบชะตากรรมโดยไม่รู้ตัว บางครอบครัวลูกยังเล็กยังจำหน้าพ่อไม่ได้ พ่อก็ต้องจากไปโดยไม่มีวันกลับ เป็นที่น่ารันทดใจอย่างยิ่ง ถ้าหากเหตุการณ์เช่นนี้เกิดกับครอบครัวของใครบ้าง ก็คงจะต้องมีความโศกเศร้าเสียใจไม่แพ้กัน ข้าพเจ้าจึงขอวิงวอนต่อเจ้าหน้าที่ทุกฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นทหาร ตำรวจ และฝ่ายปกครอง ตลอดจนประชาชนทั้งหลาย ว่าถึงเวลาแล้วที่ท่านทั้งหลายจะต้องร่วมมือร่วมใจกันให้แน่นแฟ้นสามัคคีกัน ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความกล้าหาญ เสียสละ เพื่อปกป้องชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน อย่าปล่อยให้มีการประทุษร้ายประชาชนเช่นที่แล้วมาอีกเลย ทั้งนี้ ก็เพื่อความมั่นคงของประเทศชาติอันเป็นที่รักยิ่งของพวกเราทุกคน…”
พระราชดำรัส พระราชทานแก่ผู้นำศาสนาอิสลามในจังหวัดภาคใต้และผู้แทนโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามภาคใต้ ณ ศาลาบุหลัน ทักษิณราชนิเวศน์ เมื่อวันเสาร์ ที่ ๒ ตุลาคม ๒๕๔๗ ความว่า
“…ท่านทั้งหลายคงทราบดีว่าสถานการณ์บ้านเมืองในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ ขณะนี้ มีการประทุษร้ายต่อชีวิตและทรัพย์สินของราษฎรซึ่งทำมาหากินอย่างสุจริตอยู่แทบจะทุกวัน นับเป็นสภาวะที่น่ารันทดใจเป็นยิ่งนัก
เมื่อวันที่ ๒๙ กันยายน ที่ผ่านมา ข้าพเจ้าได้วิงวอนให้เจ้าหน้าที่ของรัฐทุกฝ่าย ได้ร่วมมือร่วมใจสามัคคีกันปฏิบัติหน้าที่เพื่อปกป้องชีวิต และทรัพย์สินของประชาชน แต่การปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ ของรัฐเพียงฝ่ายเดียวคงจะประสบความสำเร็จไปไม่ได้ หากปราศจากความร่วมมือช่วยเหลือจากท่านทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นท่านจุฬาราชมนตรี คณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย คณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัด อิหม่าม และครูโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามทุกท่าน ข้าพเจ้าจึงปรารถนาจะเห็นท่านทั้งหลายได้ร่วมกันช่วยแก้ไขปัญหาของบ้านเมืองของเราในภูมิภาคนี้ ให้กลับคืนสู่ปกติสุขโดยเร็ว เพื่อก่อให้เกิดความสันติสุขร่มเย็นอย่างถาวรตลอดไป…”
ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงห่วงใยความเป็นอยู่ของประชาชนสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้พระราชทานความช่วยเหลือแก่ราษฎรทั้งที่เป็นพุทธและมุสลิมซึ่งได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตจากเหตุการณ์ความไม่สงบที่เกิดขึ้นโดยเท่าเทียมกันมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งในด้านการรักษาพยาบาล ทรงรับผู้บาดเจ็บไว้เป็นคนไข้ในพระบรมราชานุเคราะห์ พระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ช่วยเหลือในการดำรงชีพ และพระราชทานทุนการศึกษาแก่บุตรของผู้ประสบเหตุบาดเจ็บและเสียชีวิตไว้ในพระบรมราชานุเคราะห์จนจบการศึกษา นอกจากนี้ ยังพระราชทานพระมหากรุณาในการรักษาและดูแลเจ้าหน้าที่ของรัฐทั้งทหาร ตำรวจ ฝ่ายปกครอง และครู ที่ได้รับบาดเจ็บ ส่วนผู้ที่เสียชีวิตก็ทรงพระเมตตาพระราชทานกำลังใจและทรงดูแลให้ความช่วยเหลือแก่ครอบครัวอย่างเต็มที่ โดยมิได้ทรงแบ่งแยกความแตกต่างทางเชื้อชาติและศาสนาเลย