สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ขณะทรงดำรงพระชนม์ชีพ ได้โดยเสด็จพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และเสด็จพระราชดำเนินส่วนพระองค์ไปทั่วทุกแห่งหน ทอดพระเนตรแผ่นดินไทยอันเคยอุดมสมบูรณ์ ทอดพระเนตรป่าต้นน้ำที่มี ไม้ใหญ่น้อยขึ้นหนาแน่น แล้ววันหนึ่งก็ทรงพบว่า ต้นไม้ค่อยๆ หายไป ภูเขาทั้งลูกจากที่เคยมีสีเขียวกลับกลายเป็น สีน้ำตาลหรือสีดินแดง เนื่องจากการตัดไม้ทำลายป่าและบุกรุกธรรมชาติอย่างรวดเร็ว พระองค์ทรงวิตกถึงปัญหานี้มาโดยตลอด เพราะเป็นทั้งปัญหาของสังคมไทยและปัญหาของโลก
ความห่วงใยในปัญหาด้านการอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเป็นที่ประจักษ์ชัดดังพระราชดำรัส ที่พระราชทานในพิธีเปิดการประชุม Second Princess Chulabhorn Science Congress เมื่อวันที่ ๑๒ สิงหาคม ๒๕๓๕ ความตอนหนึ่งว่า “…ปัญหาสิ่งแวดล้อม เป็นเรื่องละเอียดอ่อนและสลับซับซ้อน เพราะเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์และการพึ่งพากันระหว่างสิ่งมีชีวิตกับสิ่งไม่มีชีวิตทั้งหลายทั้งปวง ดังนั้น การรักษาสภาวะความสมดุลของความสัมพันธ์ดังกล่าวจึงจะนำมาซึ่งประโยชน์สูงสุด ในอดีตนั้น เมื่อประชากรโลกยังมีจำนวนน้อย การใช้ทรัพยากรธรรมชาติไม่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมของโลกมากนัก แต่ปัจจุบันที่จำนวนประชากรโลกได้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วทำให้ความต้องการทรัพยากรธรรมชาติของมนุษย์เพิ่มมากขึ้นตามไปด้วย และสร้างความกดดันอย่างรุนแรงต่อสภาวะแวดล้อมของโลก…”
สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง มีพระราชปณิธานในการแก้ปัญหาการสูญเสียทรัพยากรด้านสิ่งแวดล้อมรวมทั้งการแก้ปัญหาความทุกข์ยากของประชาชน ทรงรับสนองพระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ในการฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ทรงริเริ่มโครงการต่างๆ เช่น โครงการป่ารักน้ำ ซึ่งเป็นแบบอย่างในการฟื้นฟูสภาพป่าเสื่อมโทรมบริเวณต้นน้ำลำธารให้กลับมาดูดซับน้ำได้เหมือนเดิม โครงการบ้านเล็กในป่าใหญ่ ให้คนอยู่กับป่า เพื่อให้ราษฎรที่ขาดแคลนที่ดินทำกินได้มีที่ดินทำกินเป็นหลักแหล่งพร้อมทั้งยังร่วมกันฟื้นฟูสภาพป่าแหล่งต้นน้ำลำธาร และโครงการอื่นๆ เพื่อการอนุรักษ์ป่าไม้ พรรณพืช สัตว์ป่า และสัตว์น้ำ รวมทั้งโครงการเพื่อการพัฒนาความอยู่ดีกินดีของราษฎรไปพร้อมๆ กัน ดังที่ปรากฎโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริต่างๆ กระจายอยู่ตามภูมิภาคในหลายพื้นที่ของประเทศ
การนี้ ขอพระราชทานอัญเชิญพระราชดำรัสบางตอนที่ได้พระราชทานแก่คณะบุคคลต่างๆ ที่เข้าเฝ้าฯ ถวายพระพรชัยมงคล เนื่องในมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ๕ รอบ เมื่อวันที่ ๑๑ สิงหาคม ๒๕๓๕ เพื่อนำมาเป็นข้อเตือนสติเตือนใจในการอนุรักษ์ทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม ความว่า “…เพราะเหตุใดเราจึงควรรักษาป่า ไม่ใช่เพียงเพื่อเป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่าเท่านั้น แต่เหตุผลที่สำคัญที่สุดคือ แหล่งน้ำ และพวกเราควรจะรู้คุณของแผ่นดิน เราเรียกแผ่นดินนี้ว่าแผ่นดินแม่ ก็เพราะแผ่นดินนี้เป็นที่เกิดและเลี้ยงดูคนไทยมากว่า ๗๐๐ ปี ควรที่เราทั้งหลายจะบำรุงรักษาแผ่นดินให้คงความอุดมสมบูรณ์ไว้ ถ้าเรามัวแต่ตักตวงผลประโยชน์จากผืนดิน เช่นเอาแต่ตัดไม้ขายจนป่าสูญสิ้นไป ใช้ยาฆ่าแมลง และฆ่าวัชพืชจนดิน เสียหมด หรือทิ้งของเสียสิ่งปฏิกูลลงไปในแม่น้ำลำคลองโดยไม่ห่วงใยแผ่นดินเลย หากเรากระทำทารุณกรรมต่อแผ่นดินโดยไร้ความสำนึกในบุญคุณเช่นนี้ สักวันหนึ่งแผ่นดินแม่คงตายจากเราไป โดยไม่มีวันหวนกลับคืนมา…”